พระราชบัญญัติภาพยนตร์

posted on 14 Aug 2008 20:50 by l3l2eeze-iizz

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควรควบคุมการทำและฉายภาพยนตร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยบทมาตราต่อไปนี้
         มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473”
         มาตรา 2 ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2474 เป็นต้นไป
         มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
                       “เสนาบดี” หมายความว่า เสนาบดีผู้มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
                       “ฉาย” หมายความว่า ฉายโดยใช้เครื่องฉายภาพยนตร์หรือเครื่องอย่างอื่นทำนองเดียวกัน
                       “สถานที่มหรสพ” หมายความว่า สถานที่ใดๆ ซึ่งฉายภาพยนตร์ให้คนดู โดยไม่เก็บหรือเก็บเงินค่าดู โดยเชิญหรือไม่เชิญก็ตาม

          บทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 3 นี้ ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนโดยมาตรา 3 แห่งพรบ.ภาพยนตร์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2479

มาตรา 4 ท่านห้ามมิให้ทำ หรือฉาย หรือแสดง ณ สถานที่มหรสพซึ่งภาพยนตร์หรือประกาศ ประกอบด้วยลักษณะการฝ่าฝืนหรืออาจฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอัน ดี ถึงแม้เพียงว่าการทำหรือการฉาย หรือการแสดงภาพยนตร์หรือการประกาศนั้นๆน่าจะมีผลเช่นว่านั้นท่านก็ห้ามดุจ กัน
ภาพยนตร์หรือการประกาศที่ทำในพระราชอาณาจักร ถ้ามีลักษณะหรืออาจมีผลเช่นว่านี้ไซร้ ท่านห้ามมิให้นำหรือส่งออกนอกพระราชอาณาจักร

มาตรา 5 ภายในบังคับมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัตินี้ นอกจากที่ได้รับใบอนุญาตก่อนแล้ว ท่านห้ามมิให้
                (1) ฉายภาพยนตร์ ณ สถานที่มหรสพ
                (2) นำหรือส่งภาพยนตร์ซึ่งทำในพระราชอาณาจักรออกนอกพระราชอาณาจักร
                (3) ประกาศด้วยภาพหรือรูปถ่ายแสดงเรื่องของภาพยนตร์ จะติดประกาศนั้นๆ ไว้ในที่เปิดเผย หรือแจก หรือสำแดงด้วยวิธีใดๆก็ตาม
ความใน(3) แห่งมาตรา 4 นี้ ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนโดยมาตรา 4 แห่งพรบ.ภาพยนตร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2479

มาตรา 6 เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ เสนาบดีมีอำนาจตั้งนายตรวจ เจ้าพนักงานผู้พิจารณา และสภาพิจารณาภาพยนตร์

สภาพิจารณาภาพยนตร์นั้นให้มีเจ้าพนักงานกระทรวงมหาดไทย และเจ้าพนักงานอื่นหรือบุคคลใด ซึ่งเสนาบดีเห็นสมควรตั้งเป็นกรรมการ ท่านว่าในการประชุมของสภาพิจารณาภาพยนตร์นั้น ต้องมีกรรมการสามคนอย่างน้อยคนหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นองค์ประชุมได้
ความในมาตรา 6 เดิมนี้ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนแล้วโดยข้อ 2 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 205

มาตรา 7 เมื่อนายตรวจเห็นว่าภาพยนตร์ใดมีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 4 ให้มีอำนาจ
                (1) ห้ามมิให้มีภาพยนตร์นั้นต่อไป
                (2) ยึดภาพยนตร์ที่ทำเสร็จแล้วหรือที่ยังไม่เสร็จ และส่งภาพยนตร์นั้นๆ แก่เจ้าพนักงานผู้พิจารณา ขอให้พิจารณา

มาตรา 8 ให้เจ้าพนักงานผู้พิจารณา พิจารณาภาพยนตร์และประกาศซึ่งกล่าวในมาตรา 5
และ 7 ตามลำดับวันที่ขอมา และต้องให้คำวินิจฉัยภายในกำหนดสามวัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอเป็นต้นไป
ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษ เจ้าพนักงานผู้พิจารณาจะพิจารณาและให้คำวินิจฉัยภายในสามวันที่กล่าวแล้วนั้นไม่ได้ไซร้ ท่านให้มีอำนาจยืดเวลาออกไปอีกได้ไม่เกินสิบห้าวัน และให้รายงานการยืดเวลาต่อเสนาบดีทันที
ความในมาตรา 8 เดิมนี้ ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนแล้วโดยข้อ 3 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 205

มาตรา 9 การพิจารณาตามความในมาตรา 8 นั้น ให้เจ้าพนักงานพิจารณาในสถานที่ของผู้ขอใบอนุญาต หรือในสถานที่ซึ่งเสนาบดีจัดไว้ แล้วแต่เจ้าพนักงานผู้พิจารณาจะเห็นสมควร
เวลาพิจารณาห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในสถานที่นั้น เว้นแต่ตัวเจ้าพนักงานผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ผู้ซึ่งเจ้าพนักงานเชิญมาช่วยพิจารณา ผู้ขอใบอนุญาตและคนรับใช้ของผู้ขอใบอนุญาต
ความในมาตรา 9 เดิมนี้ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนแล้วโดยข้อ 3 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 205

มาตรา 10 ให้เจ้าพนักงานผู้พิจารณามีอำนาจ
                  (1) สั่งคืนภาพยนตร์ที่นายตรวจยึดไว้ให้แก่ผู้ทำ หรือออกใบอนุญาตให้ตามที่ขอไว้
เมื่อเห็นว่าภาพยนตร์หรือประกาศนั้นไม่มีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 4 ในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าพนักงานผู้พิจารณาประทับตราไว้ที่ภาพยนตร์หรือที่ประกาศนั้นเป็นสำคัญ
ความในมาตรา 10 (1) นี้ มีความเพิ่มขึ้นเป็นวรรคสองโดยมาตรา 5 แห่งพรบ.ภาพยนตร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2479
                  (2) สั่งยืนตามคำสั่งของนายตรวจที่ให้ยึดภาพยนตร์นั้น หรือยกคำร้องขอใบอนุญาตเสีย เมื่อเห็นว่าภาพยนตร์หรือประกาศนั้นมีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 4
ถ้าเจ้าพนักงานผู้พิจารณาเห็นว่าภาพยนตร์บางตอนมีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 4 และตอนนั้นๆ ได้ถูกลบหรือตัดออกตามคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้พิจารณาแล้วไซร้ ท่านให้ถือว่าภาพยนตร์นั้นไม่มีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ มาตรา 4

มาตรา 11 ในกรณีต่อไปนี้ ท่านว่าอุทธรณ์ไปยังสภาพิจารณาภาพยนตร์ได้
                 (1) เมื่อนายตรวจสั่งห้ามมิให้ดำเนินการทำภาพยนตร์ใดๆต่อไป
                 (2) เมื่อนายตรวจยึดภาพยนตร์ไว้ และเจ้าพนักงานผู้พิจารณาสั่งยืนตามคำสั่งของนายตรวจ
                 (3) เมื่อเจ้าพนักงานผู้พิจารณายกคำขอใบอนุญาตเพื่อฉายภาพยนตร์หรือเพื่อนำหรือส่งภาพยนตร์ออกนอกพระราชอาณาจักร หรือเพื่อสำแดง หรือแจกประกาศด้วยภาพหรือรูปถ่าย

มาตรา 12 ให้สภาพิจารณาภาพยนตร์มีอำนาจ
                 (1) สั่งคืนภาพยนตร์ที่นายตรวจยึดไว้ให้แก่ผู้ทำ หรืออนุญาตให้ผู้ทำภาพยนตร์ทำต่อไป หรือสั่งเจ้าพนักงานผู้พิจารณาให้ออกใบอนุญาตตามที่ขอไว้ เมื่อเห็นว่าภาพยนตร์หรือประกาศนั้นไม่มีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 4
                 (2) สั่งยืนตามคำสั่งของนายตรวจที่ให้ยึดภาพยนตร์ หรือให้หยุดการทำภาพยนตร์ หรือสั่งยืนตามคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานผู้พิจารณา ที่ยกคำขอใบอนุญาตและสั่งให้ยึดภาพยนตร์หรือประกาศที่มีคำร้องขอใบอนุญาต นั้น หรือสั่งให้ส่งกลับออกไปเมื่อเห็นว่าภาพยนตร์ หรือประกาศนั้นมีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 4
ท่านให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 10 วรรคสุดท้ายบังคับโดยอนุโลม

มาตรา 13 คำวินิจฉัยของสภาพิจารณาภาพยนตร์นั้น ให้ถือว่าเด็ดขาดถึงที่สุด เว้นแต่คำวินิจฉัยให้ยึดภาพยนตร์ที่ทำในพระราชอาณาจักรนั้น ท่านว่าผู้ทำหรือผู้ขอใบอนุญาตมีสิทธินำคดีสู่ศาลหลวงได้ภายในหกเดือน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของสภาเป็นต้นไป ถ้าไม่นำคดีสู่ศาลภายในกำหนดไซร้า ท่านให้ทำลายภาพยนตร์นั้นเสีย

มาตรา 14 การเก็บรักษาหรือฉายภาพยนตร์ ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่นั้น ท่านว่าอยู่ในความเสี่ยงภัยของเจ้าของ หรือผู้ขอใบอนุญาต และให้เจ้าของหรือผู้ขอใบอนุญาตออกค่าใช้จ่ายเอง
ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นแก่ภาพยนตร์ ท่านว่าเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่มีความรับผิด เว้นแต่เจ้าหน้าที่หรือพนักงานของเจ้าหน้าที่จะได้จงใจทำให้เกิดการเสียหาย ขึ้น

มาตรา 15 การออกใบอนุญาตให้นั้น ท่านว่าไม่ปลดเปลื้องผู้ถือใบอนุญาตให้พ้นจากความรับผิดในทางแพ่งหรือทางอาญา อันเกิดจากการฉายภาพยนตร์ นอกจากในส่วนความผิดที่กล่าวไว้ในมาตรา 4

มาตรา 16 เสนาบดีมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งออกตามความในพรบ.นี้ได้ ตามแต่จะเห็นควร
ความในข้อ 16 เดิมนี้ ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนแล้วโดยข้อ 4 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 205

มาตรา 17 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไปตรวจใบอนุญาตให้ฉายภาพยนตร์ ถ้าไม่มีใบอนุญาตให้ตรวจในขณะนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งหยุดการฉายต่อไปได้

มาตรา 18 เพื่อรักษาการให้เป็นไปตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ท่านว่าเจ้าพนักงานปกครองท้องที่ ตั้งแต่ชั้นนายอำเภอขึ้นไป นายตำรวจตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป นายตรวจเจ้าพนักงานผู้พิจารณา และกรรมการสภาพิจารณาภาพยนตร์ มีสิทธิเข้าไปในสถานที่มหรสพซึ่งกำลังฉายภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน

มาตรา 19 ในกรณีต่อไปนี้ ท่านว่าไม่ต้องมีใบอนุญาต
                 (1) กรมใดในรัฐบาลฉายภาพยนตร์เพื่อการศึกษา หรือสาธารณประโยชน์อย่างอื่น หรือกรมใดในรัฐบาลส่งภาพยนตร์ซึ่งทำในพระราชอาณาจักร ออกนอกพระราชอาณาจักร
                 (2) ฉายให้ญาติมิตรดูเป็นการส่วนตัว หรือภายในสมาคม หรือสโมสร ซึ่งภาพยนตร์อันได้ทำขึ้นมิได้หวังผลในทางค้า หรือนำหรือส่งภาพยนตร์ ที่ทำในพระราชอาณาจักรอันมีลักษณะเช่นว่านี้ออกนอกพระราชอาณาจักร
ในกรณีที่กล่าวในอนุมาตรา 2 นี้ ถ้าปรากฏว่าภาพยนตร์นั้นมีลักษณะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 4 นายตรวจมีอำนาจยึดภาพยนตร์นั้นได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 20 ภายในบังคับมาตรา 21 และ 22 ผู้ใดบังอาจทำ ฉาย นำ หรือส่งออกนอกพระราชอาณาจักรซึ่งภาพยนตร์ หรือสำแดง ประกาศอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

มาตรา 21 ผู้ใดทำการฝ่าฝืนต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ บังอาจฉาย หรือนำหรือส่งออกนอกพระราชอาณาจักรซึ่งภาพยนตร์ หรือสำแดงประกาศอันได้ขอใบอนุญาตแล้ว และเจ้าพนักงานไม่ยอมออกใบอนุญาตให้ ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 22 ผู้ใดทำการฝ่าฝืนต่อบทแห่งพรบ.นี้ บังอาจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายที่นายตรวจได้สั่งโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 23 ให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎเสนาบดีกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต และการประทับตรา และว่าด้วยกิจการอื่นๆ เพื่อปฏิบัติการตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
กฏเสนาบดีนี้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
ประกาศมา ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2473 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน
(ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 47 วันที่ 21 กันยายน 2473)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พระราชบัญญัติภาพยนตร์ (ฉบับที่ 2)
พุทธศักราช 2479

          โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 บางมาตรา
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
          มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติภาพยนตร์ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2479”
          มาตรา 2 ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
          มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ในพระราชบัญญัตินี้

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

“ภาพยนตร์”
หมายความว่า ฟิล์ม ไม่ว่าจะเป็นชนิดเนกาติฟ (Negative) หรือโพซิติฟ (Positive) ซึ่งได้ถูกถ่าย อัด หรือกระทำด้วยวิธีใดๆ ให้ปรากฏหรือเสียง หรือทั้งรูปและเสียง เป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ หรือข้อความอันจักถ่ายทอดรูปหรือเสียง หรือทั้งรูปและเสียงได้ด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์ หรือเครื่องอย่างอื่นทำนองเดียวกัน และให้หมายความตลอดถึงฟิล์มซึ่งได้ถูกถ่าย อัด หรือทำด้วยวิธีใดๆ ให้ปรากฏสี เพื่ออัดลงในฟิล์มชนิดที่กล่าวข้างต้นด้วย

“ทำภาพยนตร์” หมายความว่า การถ่าย อัด หรือทำด้วยวิธีใดเพื่อให้เป็นภาพยนตร์ จะทำเสร็จแล้วหรือยังไม่เสร็จก็ตาม

“ฉาย” หมายความว่า การถ่ายทอดรูปหรือเสียง หรือทั้งรูปและเสียงจากภาพยนตร์ด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์ หรือเครื่องอย่างอื่นทำนองเดียวกัน

“ประกาศ” หมายความว่า สิ่งที่นำออกโฆษณา ไม่ว่าจะมีลักษณะ เป็นภาพถ่ายหรือรูปถ่าย หรือตัวหนังสือ และให้หมายความตลอดถึงการนำสิ่งนั้นๆ ออกโฆษณาด้วย

“สถานที่มหรสพ” หมายความว่า สถานที่ใดๆ ซึ่งฉายภาพยนตร์ให้คนดูหรือฟัง ไม่ว่าโดยเก็บเงินหรือไม่เก็บ โดยเชิญหรือไม่เชิญก็ตาม

            มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 5 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พุทธศักราช 2473 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(3) ประกาศด้วยภาพหรือรูปถ่ายแสดงเรื่องของภาพยนตร์หรืออื่นๆ อันอยู่ในวงการของการจัดฉายภาพยนตร์นั้น โดยฉายหรือติดประกาศนั้นๆ ไว้ในที่เปิดเผย หรือแจก หรือเสนอ แจก หรือสำแดงด้วยวิธีใดๆก็ตาม”

            มาตรา 5 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรค 2 แห่งมาตรา 10 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473
“ถ้าปรากฏว่าดวงตาทุกดวงซึ่งประทับไว้บนฟิล์มภาพยนตร์ม้วนใดชำรุดหรือลบเลือน ให้นำฟิล์มม้วนนั้นไปให้เจ้าพนักงานผู้พิจารณาภาพยนตร์ประทับดวงตราเสียใหม่ก่อนนำออกฉาย”

            มาตรา 6 ผู้ใดฉายหรือสั่งให้ผู้อื่นฉายฟิล์มภาพยนตร์ โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพรบ.นี้ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินร้อยบาท

            มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีการกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

edit @ 29 Aug 2008 08:44:06 by l3REEZE_iiZ

edit @ 5 Sep 2008 08:56:22 by l3REEZE_iiZ

Comment

Comment:

Tweet

ใครมีหนังฟรีขอบ้างครับ

#2 By (58.9.230.167) on 2010-04-10 17:32

#1 By สมชาย (58.9.230.167) on 2010-04-10 17:31