ประวัติย่อรางวัลหนังไทย

posted on 14 Aug 2008 20:49 by l3l2eeze-iizz

..." ผมเข้าใจว่าน่าจะมาจากการประกวดภาพยนตร์ในต่างประเทศ เช่น รางวัลออสการ์ รางวัลลูกโลกทองคำ ซึ่งคนในวงการภาพยนตร์ไทยก็คิดกันว่า เมืองไทยรู้จักและสร้างหนังกันมากว่า 30 ปีแล้ว น่าจะจะมีการจัดประกวดขึ้นมาบ้าง และในยุคนั้น ภาพยนตร์มีการสร้างกันปีละหลายร้อยเรื่อง ซึ่งน่าจะมีสักเรื่องหนึ่งที่มีคุณค่าทางศิลปะ และเป็นสื่อที่มีคุณภาพ นอกเหนือไปจากการเป็นสินค้าที่ขายให้กับคนดู..." (โดม สุขวงศ์)

...การจัดประกวดรางวัลเพื่อมอบให้แก่บุคคลในวงการภาพยนตร์ไทยเริ่มขึ้น ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2500 จากการพบปะกันระหว่างสงบ สวนศิริ ประธานกรรมการประกวดภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และสนอง รัตนวิจัย แห่งสมาคมหอการค้าไทย ทั้งสองได้พูดคุยกันถึงภาพยนตร์ว่า ทำอย่างไรถึงจะทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายได้รัฐ ได้รับการอุปถัมภ์ให้มีการพัฒนาต่อไป

...สมาคมหอการค้ากรุงเทพฯ จึงได้จัดการประกวดรางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติ ศาสตร์วงการภาพยนตร์ไทย โดยได้ตั้งรูปลักรางวัลไว้ 2 ประเภทคือ

- รางวัลสำเภาทอง เครื่องหมายของสมาคมหอการค้ากรุงเทพฯ ซึ่งจะมอบให้แก่ผู้ที่ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม

- รางวัลตุ๊กตาทอง ในครั้งแรกจะมีลักษณะเป็นนางรำ (ออกแบบโดยอาจารย์จิตร บัวบุศย์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเพาะช่างในสมัยนั้น) ซึ่งจะมอบให้กับสาขานักแสดงยอดเยี่ยมต่างๆ (ภายหลังถึงได้เปลี่ยนรูปรางวัลมาเป็น "พระสุรัสวดี")

...การประกวดภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสมาคมหอการค้า หรือรางวัลตุ๊กตาทอง ในปีแรกนั้นได้แบ่งประเภทรางวัลไว้เพียง 6 สาขาเท่านั้นคือ ดารานำชาย, ดารานำหญิง, ดาราประกอบชาย, ดาราประกอบหญิง, ผู้กำกับการแสดง และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

...ดารานำคู่แรกที่ได้รับรางวัลคือ ลือชัย นฤนาท (เล็บครุฑ) และวิไลวรรณ วัฒนพานิช (สาวเครือฟ้า), รางวัลผู้กำกับการแสดงได้แก่ สุริยน ไรวา (เศรษฐีอนาถา)

...นับจากการมอบรางวัลนี้ ก็จะมีสมาคมต่างๆ เข้ามารับเป็นผู้จัดเป็นประจำทุกปี เช่น อัสสัมชัญสมาคม, สมาคมผู้ส่งเสริมการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทย, สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์, สมาคมโรงภาพยนตร์แห่งประเทศไทย ฯลฯ

...จนกระทั่งปี พ.ศ. 2516 สมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทยจึงเป็นผู้ผูกขาดเป็นผู้จัดการประกวดรางวัล นี้ และเพิ่มรางวัลเป็น 22 รางวัล (ล่าสุดในปี 2547 ได้งดการประกาศผลรางวัล เนื่องมาจากปัญหาภายใน)

...นอกจากรางวัลพระสุรัสวดีที่จัดกันมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ในปีพ.ศ. 2520 วงการภาพยนตร์ไทยก็ได้เกิดรางวัลอีกประเภทหนึ่งนั่นคือ "รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ" ซึ่งสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ไทย และกรมประชาสัมพันธ์ ได้ร่วมกันจัดขึ้นเนื่องในโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดงาน "มหกรรมภาพยนตร์แห่งเอเชียแปซิฟิค" ซึ่งภาพยนตร์ไทยเข้าร่วมประกวดกับภาพยนตร์จากประเทศในภูมิภาคนี้กว่า 11 ประเทศ

...ถัดมาอีก 2 ปี ในพ.ศ. 2522 สมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ไทยก็ได้จัดประกวดรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำขึ้น มาอีกครั้งหนึ่งเพื่อภาพยนตร์ไทยโดยแท้จริง และจุดประสงค์ก็ไม่ต่างจากรางวัลแรกอย่างพระสุรัสวดีเท่าใดนัก จนกระทั่งต้องงดจัดไปในปี 2531 เนื่องจากภารกิจของสมาชิกในสมาคมนั่นเอง

...หลังจากนั้น รัฐบาลได้เล็งเห็นคุณค่าของภาพยนตร์ที่มีต่อสังคมไทย และเพื่อกระตุ้นให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจภาพยนตร์ไทยมากขึ้น จึงได้ริเริ่มโครงการประกวดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมขึ้นอีกหนึ่งรางวัล โดยอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี และมีสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติเข้ามาเป็นผู้จัดการประกวด รางวัลนี้มีชื่อว่า "รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ" (ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ" อีกครั้งเมื่อ2-3 ปีที่ผ่านมานี้เอง)

...รางวัลนี้มีทั้งสิ้น 16 สาขารางวัล และจัดมาถึงปีล่าสุด (2547) เป็นครั้งที่ 13 แล้ว

<!--[if !vml]--><!--[endif]-->

...นอกจากทั้ง 3 รางวัลดังกล่าวแล้ว ในปีพ.ศ. 2533 ได้เกิดการรวมตัวขึ้นของเหล่านักวิจารณ์บันเทิงไทยขึ้นในชื่อ "ชมรมวิจารณ์บันเทิง" โดยมี นคร วีระประวัติ (บรรณาธิการ Flicks) เป็นประธานชมรมฯ มาจนถึงปัจจุบัน

..."รางวัลของชมรมวิจารณ์บันเทิง เป็นรูปทรงปิรามิดใสบนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัสสีดำ ซึ่งได้ความคิดมาจากรูปปลายปากกา ซึ่งตัวรางวัลมีความหมายเป็น 2 ด้านคือ ด้านหนึ่งหมายถึงการทำงานของนักวิจารณ์ อีกด้านหนึ่งหมายถึงความสำเร็จอันเป็นที่ยอมรับของบุคคลในวงการภาพยนตร์ ไทย..." (สนานจิตต์ บางสพาน)

...ปัจจุบัน รางวัลของชมรมฯ ถือได้ว่าเป็นรางวัลที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับรางวัลของสถาบันอื่นๆ รางวัลนี้มีทั้งสิ้น 11 สาขารางวัล ซึ่งครั้งล่าสุดจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 โดยทางชมรมฯ ได้งดการพิจารณา และประกาศรางวัลไป 2 ครั้งในปี 2538 และ 2539 นั่นเอง

..."ในการตัดสิน ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซนต์เต็ม หรือสมบูรณ์ที่สุด แต่ต้องบกพร่องน้อยที่สุด..." (สนานจิตต์ บางสพาน)

..."ความแตกต่างของรางวัลย่อมมีต่างกันไป เพราะเป็นงานที่จัดขึ้นคนละสถาบัน แต่จุดประสงค์หลักของทุกรางวัลเหมือนกัน คือเพื่อการส่งเสริม ให้กำลังใจกับบุคคลในวงการภาพยนตร์ เพื่อที่จะได้มีความภาคภูมิใจ และสร้างสรรค์งานคุณภาพขึ้นไปอีก...เรื่องความเชื่อถือในคุณค่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลด้วย เพราะภาพยนตร์เป็นงานศิลปะ ไม่ใช่งานประดิษฐ์ที่จะเห็นถึงความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองและทัศนะของบุคคลด้วยเช่นกัน" (นคร วีระประวัติ)

 

http://www.deknang.com/index.php?option=content&task=view&id=79&Itemid=2

edit @ 29 Aug 2008 08:45:40 by l3REEZE_iiZ

Comment

Comment:

Tweet